กรุสำหรับ พฤษภาคม, 2010

Blow-up, Alice and Martin, Leaving, ตัวอย่างหนังลุงบุญมี

สเตตัสบันทึกการตามเก็บหนังคลาสสิคที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้ดู
# 1 : Blow-Up (Michelangelo Antonioni, A++++++)
ความกลวงเปล่าของหนุ่มสาวยุควัฒนธรรมม็อด + มนุษย์เรา see everything ในขณะเดียวกันมนุษย์เราก็ see nothing + คิดว่าอันโตนีโอนีได้เปรียบหว่องกาไวอยู่อย่างนึง (ที่เอามาเปรียบเพราะงานเหมือนครู-ศิษย์กัน) คือ เนื่องจากงานของ…อันโตนีโอนีมันผลิตขึ้นในแถบยุโรป (แถมทะลุออกมาจากอิตาลีด้วย ไม่เหมือนกับหว่องที่คอ่นข้างขังตัวเองในฮ่องกง-จีน) มันก็เลยตอบรับแนวคิด eurocentric แล้วทำให้งานมันยิ่งใหญ่มากขึ้น+ คิดว่าจะดูอีกรอบพร้อม commentary

Alice et Martin (Andre Techine, 1998, A+++++++++++++++)
ดูเสร็จแล้วจุกต้นคอ อยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก อังเดร
เตชิเน นี่สุดยอดเรื่องโครงสร้างจริงๆ หนังเล่าเรื่องเร็วมาก
(แต่ไม่ได้มีลักษณะของเรื่องที่เป็น ‘พล็อต’) และทำให้เราได้ details
ของตัวละครมากมายจนเมื่อเอาไปคิดต่อแล้วก็ยิ่งเศร้ามาก Alice et Martin ใช้โครงสร้างหลากชีวิต
คล้ายๆ กับ The Witnesses และ The Girl on the Train
แต่เรื่องนี้จุกเป็นพิเศษเพราะธีมของมันคือคำถามว่า
“เราจะอุทิศตัวเองได้มากมายขนาดไหนเพื่อคนที่เรารัก?” และ “เมื่อเราติดกับดักชีวิต ความรักจะช่วยเรา”

Partir (Leaving) (Catherine Corsini, 2009, A+/A)
เป็นอีกครั้งของ คริสติน สกอต โธมัส ที่ให้การแสดงที่ ‘ดีเกินหนัง’ หลังจาก I’ve Loved You So Long แต่เราชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า So Long เยอะ เพราะสำหรับเราแล้ว So Long นี่ เป็นหนังคลิเชมากแต่ทำเป็นไม่รู้ตัวว่าตัวเองคลิเช เดาได้ไปหมด แถมยังอารมณ์โมโนโทนมากๆ แต่สำหรับ Partir… See More แล้ว คนสร้างรู้ดีว่าตัวเองกำลังเล่นกับความคลิเชอยู่ โครงใหญ่ของมันคลิเชมากๆ แต่แปลกตรงที่เรากลับเดารายละเอียดย่อยๆ ไม่ได้เลยว่าเรื่องจะไปทางไหนต่อ มันก็เลยเป็นหนังที่พยายามทำให้ความคลิเชเป็นเรื่องที่สนุกขึ้น

หนังยังน่าจะเป็นการทริบิวต์ให้กับ Woman Next Door ของ ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ อีกด้วย เพราะใช้เพลงประกอบจากหนังของของทรุฟโฟต์เป็นหลัก ส่วนเนื้อเรื่องก็เป็นแนว เลดี้ แชตเธอเรย์ / มาดาม โบวารี ในยุคปัจจุบัน คุณนายไปรักช่างไม้ ที่น่าสนใจคือหนังไม่ได้มาแบบ ให้่ผัวรู้ตอน3/4 ของหนัง แต่นางเอกเดินไปสารภาพเลยตั้งแต่ต้นๆ แล้วเธอก็พยายามจะหนีจากผัวให้ได้ Kristin Scott Thomas เล่นดีในระัดับเดียวกับบิโนช/แรมปลิง/อูแปต์ แล้ว แต่เสียแ่ค่ผู้กำกับไม่ได้สร้างหนังที่มันเข้มและคมพอกับการแสดงของเธอ
ตัวอย่างหนังลุงบุญมีระลึกชาติ
http://www.youtube.com/watch?v=Jk-EoUb0nvg

The Story of Pierra

The Story of Pierra (MarcoFerreri, 1983, A+)

ทุกครั้งที่ Isabelle Hupprt นำแสดงในหนัง biopic มันมักจะมีอะไรที่สุดโต่งเสมอๆ อย่างใน Story of Women, Malina หรือ Deux รอบนี้เธอเล่นในหนังประวัติชีวิตของ Piera Degli Esposti นักแสดงอิตาลีที่มีตัวตนจริง (เธอมีบทใน Il Divo และ Unknown Woman ด้วย…เล่นเป็นใครหว่า)

ถึงแม้หนังจะมีเนื้อหาที่ล่อแหลมและแรงมาก แต่ผกก Marco Ferreri… See More เลือกใชิวิธีที่ตรงกันข้ามกับ แวเนอ์ ชโรเตอร์ (ใน malna, deux) คือเขาไม่ได้ใส่ความเป็นเซอร์เรียลให้กับชีวิตที่สุดเซอร์เรียล แต่พยายามทำให้หนังมันดูตรงไปตรงมาและธรรมดาที่สุด ดังนั้นพอหนังมันเรียบๆ เมื่อไรก็ตามที่มีการกระทำเหวอๆ มันก็เลยจะมีพลังออกมา

รวมทั้งน่าจะเป็นจุดประสงค์ของหนังเองที่พยายามบอกว่า ครอบครัวที่เหมือนวิปริตครอบครัวนี้ไมไ่ด้วิปริตอะไร แต่ทุกการกระทำมันเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา และมันเป็นการกระทำแห่งความรักจริงๆ

เนื้อหาที่บอกว่าเซอร์มากๆ ของชีวิตยัยเปียราก็๋คือ เธอมีแม่ที่สติไม่ดีเหมือนยัยสมทรงเลย คือ แม่ของเธอ (ฮานนา ชิกูลา) เป็นคนสติไม่ดี วันๆ ชอบแต่งตัวแรดๆ แรงๆ โชว์นมโชว์จิ๋มแล้วขับจักรยานไปรอบเมืองเพื่อไปคุยหรือมีเซกซ์กับคนแปลกหน้า ตัวเปียราลูกสาวนั้นแม้ไม่ได้เป็นบ้า แต่การใช้ชีวิตกับแม่ (พ่อไปๆ มาๆ เพราะเรื่องงาน) ทำให้เธอก้ซึุมซับ lifestyle… See More สุดสวิงของแม่ไปด้วย เช่น เธอเคยเซกซ์หมู่ร่วมกับแม่ / ขณะเดียวกัน เปียราเองก็มีความสัมพันธ์ทางเพศกับพ่อด้วยเช่นกัน แต่มันก็เป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรักฉันพ่อลูก

อิซาแบล อูแปต์รับบทหนักแค่ครึ่งเรื่อง เพราะอีกครึ่ง (ในวัยเด็ก) ใช้นักแสดงเด็กเล่น เรื่องจริงที่ไม่น่าเชือ่ก็คือ สุดท้ายแล้ว ทั้งพ่อและแม่ของเปียราต้องเข้าโรงพยาบาลบ้าทั้งคู่ ส่วนเปียรากลายเป็นนักแสดงชื่อดัง! หนังมีฉากช่วงหลังๆ ที่ซึ้งมาก คือ มันทำให้เข้าใจเลยว่าชีวิตที่คนอื่นมองว่าหวือหวานั้นจริงๆ ก็เป็นชีวิตธรรมดาๆ สำหรับเธอ

ฮันนา ชิกุลาก็เป็นสมทรงอะจ้ะ เป็นคนบ้าที่สวย ดูเธออินับบทจริงๆ แล้วเธอคงออกเยอะที่สุดในหนังแหละ ถึงหนังจะมองจากมุมอูแปต์แต่อูแปต์ออกแค่ครึ่งเรื่องไง เธอออกทั้งเรื่อง แก้ผ้าด้วย

ฉากเปิดเรื่องคลาสสิคมาก คือพี่ไม่รู้ว่าเธอบ้าเลยงงงุนกับพฤติกรรมของเธอ เพราะเธอคลอดลูกไป ยิ้มไป ไม่มีความเจ็บปวด

Eaux profondes (Michel Deville,1981,A+)

เป็๋นหนังผัวเมียละเหี่ยใจสไตล์ โคลด ชาโบรล แต่กำกับโดยคนที่กล้าเล่นภาษาหนังแปลกๆ มากกว่า ดัดแปลงจากนิยายของแพทริเซีย ไฮสมิธ ซึ่งไฮสมิธเองก็บอกว่าชอบหนังเรื่องนี้ (แต่เธอไม่ชอบ Talented Mr Rpley… See More ของแมงเกลล่า สงสัยจะอลังการไป)

ตัวหนังเป็นเรื่องระหว่างผัว (ฌ็อง หลุยส์ ตรินิยองต์ ไม่รู้อ่านถูกไหม) กับเมียเด็ก (อูแปต์อีกแล้ว) ที่มีความสัมพันธ์โคตรประหลาดให้เราตีความเอง คือผัวเมียคู่นี้ชอบไปงานปาร์ตี้ แล้วเมีัยก็จะลากผู้ชายไปเต้นยั่ว ผัวก็เฝ้ามองด้วยความหึงหวง บางทีเมียก็พาผู้ชายมาอยู่ที่บ้าน กินเหล้า เต้นรำ เปิดนมให้ดู กันดึกๆ ดื่นๆ โดยที่ผัวหึงมากแต่ทำอะไรไมไ่ด้ สุดท้ายผัวก็ต้องลากชายชู้ไปฆ่าทีละราย โดยนังเมียก็จะสงสัยบ้าง หรืออาจจะเล่นละครทำเป็นสงสัยหรือเสียใจ ทั้งที่มีความเป็นไปได้สูงว่า เธอน่าจะเป็นคนวางเกมทั้งหมดเพื่อให้ชีวิตสมรสสนุกขึ้น

พล้อตเรื่องชาโบรลมากๆๆๆๆ แต่วิธีการถ่ายหลายๆ ฉากที่เหวอมากๆ เช่น ผัวจะเลี้ยงหอยทาก ซึ่งหนังจะเน้นการถ่ายหอยทากที่ให้ความรู้สึกสยึมกึ๋ย (หอยทากเองคงเป็นซิมโบลถึงตัวเมียนั่นแหละ คือ ม้วงงงพิศวง ซอ่นอยู่ในเปลือก และชอบดูดเลือด) มีอีกสองฉากที่ประทับใจ ฉากแรกคือ ในงานปาร์ตี้ที่อูแปต์เต้นรำกับชายชู้ อยู่ดีๆ ก็มีการถ่ายโคลสอัพใบหน้าคน 5 คน มาต่อกัน โดยทั้งห้าคน (เป็นผู้ร่วมงานปาตี้) ทำสีหน้าเหยียดหยามรังเกียจการกระทำของอูแปต์สุดจีด และเมื่อพระเอกลงมือฆ่าชู้ของอูแปต์ ก็คล้ายๆ กับว่า คน 5 คนนนี้รู้เห็นเป็ฯใจไปด้วย

ฉากที่สองคือ อูแปต์คุยกับผัว เป็นการถ่ายข้ามไหล่สลับกันไปมา shot กับ reversed shot แต่แทนที่เวลาคุย เราจะเห็นหน้าคนที่พูด หนังลับทำให้มันตรงข้าม คือตอนผัวคุยเราจะเห็นหน้าอูแปต์ทำหน้านิ่งๆ พอเมียคุย เราจะเห็นหน้าฌอง หลุยส์ ทำหน้านิ่งๆ แทน คือถ่าย react ของการคุยตลอดเลย จนเหมอืนกับว่าสองคนนี้ใช้พลังจิตคุยกัน

I’m Glad My Mother Is Alive (Claude and Nathan Miller,2009,A+/A)

เป็นหนังที่เล่าเรื่องได้เก่งมาก ถ่ายทำได้ยอดเยี่ยม เล่นได้เจ็บปวด และพระเอกหล่อจนเราอยากได้มากๆ (อ้าว) แต่มันก็มีจุดบางอย่างซึ่งมันไม่ไปสุดทาง ซึ่งโทษหนังเองก็ไม่ได้

เมื่อวานอ่านบทสัมภาษของโรดริโก การ์เซีย (nine lives, ten tiny love stories… See More) ซึ่งน่าจะเอามาอธิบายเรื่องนี้ได้ คือ เขาบอกว่า เนื้อเรื่องอะไรก็ตามที่มันเกี่ยวกับ แม่ทิ้งลูกไปตอนเด็กๆ แล้วยังเก็บงำความลับไว้, แม่-ลูกพลัดพรากจากกันแล้วมาเจอกันใหม่ พล้อตอะไรพวกนี้ไม่ว่าจะแตะด้านไหน มันก็ emotional ไปซะหมด ซึ่งมันสุ่มเสี่ยงมากว่าจะได้งานที่ออกมาเป็นหนัง emotional เรื่องนึง หรือหนังทีวีเกรดห่้วยๆ เรื่องนึง โชคดีที่ I’m Glad My Mother Is Aliveเป็นแบบแรก คือมันเป็นหนังที่ emotional มากๆ แต่ด้วยตัวบทของมัน (ซึ่งสร้างจากเรื่องจริง) ก็คงไม่สามารภทำให้มันไปได้ไกลสุดกู่ได้อย่างที่เราอยากให้เป็น

I’m Glad My Mother Is Alive เป็นเรื่องของ เด็กหนุ่มที่โดนแม่ทิ้งไปตอนเด็กๆ แม่เขาเปนพวกสำส่อน เปนภารโรง มีลูกสองคน วันนึงก็เอาลูกไปให้สถานสงเคระาห์เลย เพราะเลี้ยงไม่ไหว เพิ่งอายุ 17 เอง ทีนี้ก็มีอีกครอบครัวนึงมาเอาเด็กไปเลี้ยง เด็๋กโตมาก็แตกต่างกัน คือพี่ชายหัวรุนแรงมาก ส่วนน้องชาย (ซึ่งแทบจำแม่ไม่ได้) ก็เป็นเด็กดี ไม่ได้มีปมอะไรเท่ากับพี่ชาย (ซึ่งจำแม่ได้ เพราะตอนแม่เอาลูกไปบริจาคนี่ เด็กคนนี้อายุตั้ง 5 ขวบแล้ว)

ไอ้หนุ่มก็เลยตามหาแม่ จนมาเจอแม่ได้ แล้วก็พยายามจะใช้ชีวิตร่วมกับแม่ดู ซึ่งมันก็มีรายละเอียดที่น่าสงสารมากมาย โดยเฉพาะ identity ของเขาซึ่งดูจะมีภาวะ crisis มากขึ้นเรื่อยๆ

จุดที่ต้องชมเชยผกก มากๆ ก็คือ เขากล้ามากที่เล่าเรื่องสามเวลาตัดสลับไปมา ได้แก่ ตอนที่พระเอกอายุ5ขวบ, ตอนที่พระเอกอายุ 13 ขวบ แล้วก็ตอนที่อายุ 20 ขวบ (ผมเดาเอาหมดนะ กะๆ เอา) หนังมีจังหวะตัดสลับไปมาที่น่าสนใจดี คือ ไม่ได้จำเป็นว่าต้องทำให้ทั้งสามส่วนนี้เท่ากันสักหน่อยเหมอืนแบบที่ crash หรือ กุยเลอโม อาเรียก้า หรือ พอล โธมัส แอนเดอรสัน ชอบทำให้มันเท่ากันจนเป็นคณิตศาสตร์ แต่คุณโคลด มิลเยร์ จะมีลูกเล่้นของเขา ประเภทว่า 10 นาทีแรก เห็นแค่วัย 1+วัย 2 นะ ส่วนสิบนาทีต่อมาจะเห็นวัย 3 อย่างเดียว อะไรแบบนี้

The Spirit of Beehive (Victor Erice,A+)

No One Knows About the Persian Cat (Bahman Gobardi, A+/A)

Sagwan (Monti Parungao,2009,A)